- มีราขึ้นที่ด้านบน ต้องทิ้งไหม?
- ถ้าเป็นฝ้าสีขาวบางๆ (kahm yeast) แค่ตักออก ข้างล่างยังกินได้ ถ้าเป็นรามีสี มีขน น่าเสียดายที่ต้องทิ้งทั้งหมดเพราะติดเชื้อแล้ว กุญแจสำคัญ: กะหล่ำปลีต้องจมอยู่ใต้น้ำเสมอ!
- เก็บได้นานแค่ไหน?
- ในตู้เย็นหรือห้องใต้ดินที่เย็นได้นานหลายเดือน ยิ่งบ่มนาน ยิ่งเปรี้ยว
Sauerkraut
วัตถุดิบ
อุปกรณ์ที่ต้องใช้
- ชามผสมขนาดใหญ่: สำหรับนวดกะหล่ำปลี
- โถหมักหรือขวดโหลใหญ่: สำหรับการหมัก
- ของหนัก (เช่น หินสะอาดหรือถุงใส่น้ำ): เพื่อกดกะหล่ำปลีลง
- ที่สไลซ์ผักหรือมีดคม: สำหรับซอยบางๆ
วิธีทำ
ทำความสะอาดกะหล่ำปลี: ดึงใบนอกที่เสียหายออก (เก็บใบสวยๆ ไว้สักสองสามใบสำหรับปิดหน้า) ตัดแกนออก ซอยหรือหั่นเป็นเส้นบางๆ
ใส่กะหล่ำปลีลงในชามใหญ่ โรยเกลือ ตอนนี้คืองานหนัก: ใช้มือสะอาดนวด บีบ กดอย่างแรง 10-15 นาที จนกะหล่ำปลียุบตัวและมีน้ำออกมาเยอะมาก
ผสมเครื่องเทศ: คาราเวย์ ใบกระวาน พริกไทย
อัดกะหล่ำปลีลงในขวด/ถังที่สะอาดทีละชั้น ใช้กำปั้นหรือไม้กระทุ้งไล่ฟองอากาศออกให้หมด
เทน้ำเกลือที่เหลือในชามราดลงไป กะหล่ำปลีต้องอยู่ใต้ระดับของเหลวทั้งหมด! ถ้ามีน้ำออกมาไม่พอ ให้เติมน้ำเกลือ 2% (น้ำตามสูตร)
ปิดปากขวดด้วยผ้า (เพื่อให้หายใจได้ แต่ฝุ่นไม่เข้า) เก็บที่อุณหภูมิห้อง (20-22°C) เป็นเวลา 7-14 วัน ตรวจสอบทุกวัน กดลงถ้ามันลอยขึ้นมา
เมื่อได้ความเปรี้ยวที่ต้องการแล้ว (ชิมดู!) ให้ปิดฝาและเก็บในที่เย็น (ตู้เย็น/ห้องใต้ดิน) เพื่อชะลอกระบวนการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสูตร
วัตถุดิบ
- 2000 กรัม กะหล่ำปลี (หัวแน่น พันธุ์ฤดูหนาว)
- 40 กรัม เกลือ (ไม่เสริมไอโอดีน)
- 5 กรัม เมล็ดคาราเวย์ (ทั้งเมล็ด)
- 3 ใบ ใบกระวาน
- 5 กรัม พริกไทยดำ (เม็ด)
- 500 มิลลิลิตร น้ำ (ต้มสุกแล้วทิ้งให้เย็น - ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น)